The Diary of a young girl หรือภาษาไทยคือ บันทึกของ แอนน์ แฟรงค์ นั้น เป็นหนังสือเกี่ยวกับบันทึกประจำวันของเด็กหญิงคนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งตัวตั้งตัวตีอย่างเยอรมันและญี่ปุ่นทำสงครามกับฝ่ายพันธมิตร เช่นอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ในระหว่างสงครามโลกครั้งนี้ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว หรือที่เรียกว่า HOLOCAUST โดย นาซี (Nazism) ก็ได้เริ่มขึ้น
HOLOCAUST เป็นคำที่ใช้กันอย่างทั่วไป โดยหมายถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเป็นจำนวนถึง 6 ล้านคนในระหว่างสงคราม ซึ่งนี่คือหนึ่งในแผนการการกำจัดและถอนรากถอนโคนชาวยิวให้หมดสิ้นไปจากโลก นอกเหนือจากชาวยิวที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในแผนการนี้แล้ว กลุ่มพวกยิบซี กลุ่มคนพิการ รวมถึงพวกเกย์ ก็ยังเป็นเป้าสังหารอีกด้วย แผนการนี้ก่อตั้งและดำเนินการโดยผู้นำเยอรมันขณะนั้น นั่นก็คือ Adolf Hitler
ครอบครัวของ แอนน์ แฟรงค์ เป็นชาวเยอรมันโดยกำเนิด พ่อของเธอคือ Otto Frank เกิดที่เมือง Frankfurt ในขณะที่ Edith Frank แม่ของแอนน์เกิดที่เมือง Aachen ในเยอรมันเช่นกัน ครอบครัวแฟรงค์เป็นครอบครัวที่มีฐานะดีและมีการศึกษา โดยนายออตโต และนาง Edith Frank พยายามปลูกฝังให้ลูกทั้งสองคน นั่นคือ แอนน์และพี่สาวของเธอ มาร์กอต เป็นคนรักการอ่านหนังสือ ปลูกฝังให้เรียนรู้ภาษาต่างประเทศเพื่อที่จะสามารถสื่อสารได้หลายภาษา ทั้งสองอบรมเลี้ยงดูลูกโดยให้อิสรเสรีและเปิดกว้างทางความคิด ส่วนตัวนายออตโตเองนั้น เนื่องจากประกอบธุรกิจและมีความสนใจในข่าวสารบ้านเมืองจึงสามารถมองการณ์ไกลเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองและสงคราม ท้ายที่สุดจึงอพยพย้ายครอบครัวทั้งหมดจากเยอรมันมาที่เมือง Amsterdam ฮอลแลนด์หรือที่เรียกว่า Netherlands ในปัจจุบัน นอกจากนี้นายออตโต แฟรงค์ยังมีการเตรียมที่ซ่อนลับไว้ให้กับครอบครัวของตนเพื่ออยู่อาศัยยามมีเหตุฉุกเฉินอีกด้วย
หลังจากที่ครอบครัวของแอนน์ย้ายมาอยู่ที่ Amsterdamไม่นาน สถานการณ์เกี่ยวกับการสงครามก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น เยอรมันเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของชาวยิว แม้จะเป็นชาวยิวที่อยู่นอกประเทศเยอรมันเองก็ไม่สามารถหลีกพ้นจากการคุกคามดังกล่าวได้ โดยสามารถสังเกตจากสิ่งที่แอนน์เขียนลงไปในบันทึกเกี่ยวกับการที่ชาวยิวทุกคนจะต้องติดดาวสีเหลืองไว้ที่ปกเสื้อ เพื่อแสดงความเป็นยิว หรือการที่ชาวยิวถูกตัดสิทธิ์ในการใช้สาธารณูปโภค เช่นรถราง เป็นต้น
เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ครอบครัวแฟรงค์ต้องตัดสินใจย้ายเข้าไปอยู่ในที่ซ่อนลับนั้น สืบเนื่องมาจากการที่ มาร์กอต พี่สาวของแอนน์ถูกเรียกตัวเพื่อเข้าไปอยู่ในค่ายสำหรับกรรมกร ครอบครัวแฟรงค์จึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่ซ่อนลับในวันรุ่งขึ้น นอกจากครอบครัวแฟรงค์จะอาศัยอยู่ในที่ซ่อนลับแห่งนี้แล้ว ยังมีครอบครัววานดาน ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิก 3 คนอาศัยร่วมอยู่ด้วย หลังจากย้ายไปประมาณหนึ่งปี นายทันตแพทย์ Fritz Pfeffer ก็เป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งของที่ซ่อนลับ ซึ่งเพิ่งมาสมทบกับสมาชิกเดิมภายหลัง

Apartment in Amsterdam, where 8 people lived during their hidding
แม้บันทึกของแอนน์แฟรงค์จะไม่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างสงคราม ความโหดร้าย และเรื่องเศร้าต่างๆที่ชาวยิวประสบโดยรวมออกมาได้อย่างชัดเจนนัก เนื่องจากตัวแอนน์เองต้องเก็บตัวอยู่ภายในที่ซ่อนลับ ไม่มีโอกาสได้มองเห็น หรือสัมผัสกับเรื่องราวเหล่านั้นโดยตรง แต่เรื่องราวก็สะท้อนความยากลำบากในการดำรงชีวิต ความหวาดกลัวที่ตนเองและสมาชิกในที่ซ่อนลับทุกคนรู้สึกในยามสงคราม ความเครียดที่เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะที่กดดัน สมาชิกทั้งหมดอาศัยอยู่ในชั้นบนของสำนักงานโดยไม่สามารถออกไปไหนได้เลยเป็นเวลากว่า 25 เดือนหรือราวๆ 2 ปี
โดยรวมบันทึกของแอนน์ แฟรงค์จะมีเนื้อหาหนักไปทางบันทึกประจำวัน ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ได้สะท้อนเรื่องราวการดำรงชีวิตของชาวยิวผู้โชคร้ายซึ่งหลบซ่อนอยู่อย่างหวาดผวา การจำกัดเรื่องการเข้าห้องน้ำที่เป็นเวลา เรื่องการใช้น้ำและไฟที่ต้องระมัดระวัง อาหารการกินรวมไปถึงการเคลื่อนไหวร่างกายซึ่งไม่สามารถกระทำได้อย่างอิสระ สิ่งเหล่านี้เป็นการจำกัดที่มีผลกับชีวิตของคนเรามากกว่าการจำกัดสิทธิใดๆที่คนในปัจจุบันอย่างเราจะพึงนึกถึงได้เสียอีก
เนื่องจากภาวะกดดันและสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าปรารถนา บันทึกฉบับนี้จึงมีเนื้อหาหลายตอนที่แสดงเรื่องราวพฤติกรรมต่างๆของสมาชิก การจัดการกับความความเครียดและเคราะห์กรรมที่ต้องประสบ หลายๆตอนแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง หรือแม้แต่แอนน์ ซึ่งเป็นเด็กวัยรุ่นอายุเพียง 14 -15 ปีที่มีต่อบุคคลรอบข้างไม่ว่าจะเป็น แม่ พี่สาวของตน รวมถึงสมาชิกอื่นๆภายในที่ซ่อนลับ เรื่องน่าเศร้า ความกดดัน ความเครียดจากการดำรงชีวิตอยู่ที่ต้องเผชิญ รวมถึงการพึ่งพาตนเองในด้านต่างๆ ทั้งอารมณ์ความรู้สึก และความคิดต่อเรื่องราวรอบตัว สะท้อนผ่านข้อเขียนในบันทึกนี้ได้ทำให้แอนน์มีความคิดเหนือเด็กอื่นๆในวัยเดียวกัน และได้บ่มเพาะความมีลักษณะเฉพาะของแอนน์ แฟรงค์ ได้ชัดเจนอย่างไม่น่าเชื่อ
แม้แอนน์จะเป็นเด็กผู้หญิงที่มีอายุเพียง 13 ปีในวัยที่เริ่มเขียนบันทึก แต่เธอก็มีความคิดและมุมมองที่กว้างไกลมีความคิดสลับซับซ้อนและลึกซึ้ง ซึ่งแตกต่างจากบุคลิกที่เธอแสดงออกภายนอก แอนน์มีความคิดต่อต้านเรื่องการจำกัดสิทธิ เสรีภาพ มีความไม่พอใจต่อความเห็นแก่ตัวของสมาชิกหลายๆคนที่อาศัยอยู่ในที่ลับ มีความคิดเรื่องผู้ใหญ่ที่ดีในอุดมคติ รวมไปถึง “แม่จ๋า” บุคคลที่เป็นแม่ในอุดมคติของเธอด้วยเช่นกัน แอนน์สามารถสังเกตบุคลิกของสมาชิกคนอื่นๆและมองออกว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนเช่นไร ช่างสังเกตและวิเคราะห์วิจารณ์ มีมุมมองที่ชัดเจนในเรื่องความรักและบุคคลอันเป็นที่รัก
จากบันทึกฉบับนี้ทำให้เราทราบว่า แอนน์ แฟรงค์ ใฝ่ฝันอยากจะเติบโตไปเป็นนักเขียนหรือนักหนังสือพิมพ์ในอนาคต ซึ่งหลักฐานและผลงานการเขียนจากบันทึกฉบับนี้ของเธอก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีว่าเธอสามารถทำงานในลักษณะนี้ได้ดีเพียงใด สารภาพตามตรงว่าวิธีการเขียน การใช้ภาษาอันสละสลวย(แม้จะเป็นหนังสือแปล) และการถ่ายทอดความคิดความรู้สึกจากมุมมองของเด็กผู้หญิงคนนี้นั้นไมธรรมดา แต่กลับพิเศษและมีเสน่ห์จนยากที่จะเชื่อว่าผู้เขียนมีอายุเพียง 13 ปีจริงๆ
เสียดายที่เธอจากไปในวัยเพียง 15 ปีที่ค่าย Bergen-Belsen แม้โชคดีที่เธอไม่ต้องเข้ารมแก๊สเนื่องจากมีอายุเกินกว่าที่กำหนด แต่ก็โชคร้ายที่โรคไข้ทรพิษ คร่าชีวิตเธอไปก่อนที่ค่ายกักกันจะถูกปลดปล่อยเพียงไม่กี่อาทิตย์ มิฉะนั้นแล้วเราคงได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของแอนน์ แฟรงค์อีก และฉันก็เชื่อเหลือเกินว่างานเขียนของเธอก็คงน่าประทับใจไม่ต่างจากบันทึกที่เธอทิ้งไว้ให้ฉบับนี้
Anne and Margot Frank in peace
ชอบมากๆค่ะ
By: เมย์ on มิถุนายน 20, 2008
at 1:49 pm
[...] “บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์” อ่านเ… ต่อมามีคนเอาไปทำเป็นหนังด้วย [...]
By: บันทึกลับของสาวน้อย - ปรเมศวร์ มินศิริ นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ on สิงหาคม 5, 2008
at 10:23 pm
อยากอ่านเต็มๆจังเดียวไปลองอ่านหนังสือจริงๆค่ะ ขอบคุณที่เอาหนังสือดีดี
มาให้ลองอ่าน
By: liquidpp on สิงหาคม 6, 2008
at 10:38 am
ครอบครัวของ แอนน์ แฟรงค์ เป็นชาวเยอรมันโดยกำเนิด ??
By: lpl on สิงหาคม 7, 2008
at 12:54 am
R.I.P.
By: Fahz on สิงหาคม 7, 2008
at 12:15 pm
คุณ lpl คะ ข้อมูลจากวิกิพีเดียและ Website Anne Frank นั้นตรงกันคะ คือทั้งพ่อและแม่ของแอนน์เกิดในเยอรมันคะ
By: My Little Voice on สิงหาคม 7, 2008
at 12:53 pm
อิอิ..เราก็เป็นหนึ่งคน ทีประทับใจในบันทึกเล่มนี้มาก.. อ่านจนจบเล่มเลย แต่ว่าผ่านมาประมาณ 7 ปีแล้วล่ะ อยากได้หนังสือเล่มนี้เก็บไว้มาก..ครั้งแรกเคยคิดว่าทำไมเยอรมันถึงต้องโดนลงโทษขนาดนั้น..แต่พอได้อ่านแล้ว..ถึงรู้ว่า..ที่เยอรมันโดนน่ะ มันยังน้อยไป..เพราะโหดเหี้ยมมาก..อ่านไปก็ลุ้นไป ว่าจาโดนจับได้เมื่อไร..
By: jigsaw071 on สิงหาคม 8, 2008
at 8:37 am
ชาวยิวมีความสามารถในการคิดคำนวนและด้านอื่นๆสูง ทำให้ ฮิทเลอร์ เกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อตน จึง สั่งให้กำจัด พิสูจใด้จาก นัก วิทยาศาตร์ เก่งๆ จะเป็น ขาวยิว อย่างเช่น ไอน์สไตน์ ก็ เป็น ยิว
By: bob on สิงหาคม 8, 2008
at 4:54 pm
ยินดีมากที่ยังมีคนที่อยากอ่านแอนแฟรงค์เหมือนกับเรา เราเคยอ่านตอนนี้ที่ฝีกงานอยู่ เป็นหนังสือเล่มแรกที่หนาที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา เพราะความอยากรู้ว่าทำไมมีการตีพิมพ์เยอะมากและตอนนี้ก็รู้แล้วว่าคุ้มแล้วกับการได้อ่านบันทึกเล่มนี้ แอน แฟรงค์ เป็นคนที่ฉลาดและเก่งมากๆๆๆ ขอยกย่องค่ะ
By: ฝ้าย/สงขลา on สิงหาคม 14, 2008
at 2:36 pm
อยากอ่านมากๆเคยได้อ่านนิดเดียวตอนเรียนฝรั่งเศสตามหาอ่านอยู่อยากได้มากๆ
By: joice on มกราคม 14, 2009
at 12:48 am
น้ำตาลก็เป็นคนหนึ่งที่อ่านและสะสมหนังสือบันทึกลับของแอนแฟรงค์ อ่านแล้วมีความรู้เพื่มขึ้นมากเลยค่ะ
รู้ถึงเรื่องราวต่างๆในระหว่างสงครามโลก น่าสงสารอันเน่อ ฟรั้งค์และครอบครัวที่สุดเลย ที่ต้องอยู่ในห้องใต้หลังคาอันแคบๆนั้น
หากแอน แฟรงค์ยังมีชีวิตอยู่เราก็คงมีนักประพันธ์ที่คอยประพันธ์หนังสือดีๆให้เราได้อ่านกันอย่างแน่นอน
เห็นอย่างนี้แล้วเราก็อดที่จะชื่นชมความเก่งของคุณอันเน่อ ฟรังค์ไม่ได้
ดีใจมากที่ยังมีคนอ่านบันทึกนี้เหมือนกันกับน้ำตาล เพราะอันที่จริงน้ำตาลอ่านรอบแรกจบไปเมื่อ4ปีที่แล้ว อ่านแล้วทำให้เราอยากติดตามอ่านอีก ดีค่ะ ยอดเยี่ยมมากๆๆขอยกย่องค่ะ
By: น้ำตาล on เมษายน 1, 2009
at 9:35 pm
Anne Frank เป็นเรื่องแรกๆที่อ่านชอบมาก อ่านไปร้องไห้ไป ไม่น่าเชื่อว่าเด็กอายุ 13 จะมีความสามารถในการเขียนขนาดนี้
By: dew on พฤษภาคม 26, 2009
at 6:38 pm