ครั้งแรกที่ได้ไปเยือนโรงละครเมืองไทยรัชดาลัยเธียร์เตอร์ที่ห้าง ESPLANADE ฉันเองอดตกใจไปกับความยิ่งใหญ่อลังการของมันไม่ได้ สำหรับฉันมันเป็นเหมือนการนั่ง Time Machine ย้อนกลับไปยังวันเวลาในอดีต หากจะมีที่สักที่ที่หล่อหลอมเอาวัฒนธรรมการดูละครเวทีมาให้กับฉัน ที่นั้นคงหนีไม่พ้นคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ที่ได้บ่มเพาะความเป็นตัวตนทั้งทางด้านภาษาและการศึกษาแง่มุมต่างๆของความเป็นมนุษย์ การเริ่มชอบดูละครเวทีของฉันไม่เหมือนกับรักแรกพบ วิชาการละครที่เราได้มีโอกาสร่ำเรียนกันในปีหนึ่ง มันเหมือนวิชาที่หอมหวานน่าพิสมัยแต่แท้จริงอาบไปด้วยยาพิษ ครั้นนั่งในห้อง Lecture ก็สนุกสนานตื่นเต้นดีไปกับความรู้ใหม่ๆ แต่ครั้งต้องเข้าดูละครจริงเพื่อวิจารณ์เป็นการเก็บคะแนน ฉันแทบจะหงายหลังล้มตึงไปตั้งแต่วินาทีที่ออกจากโรงละคร
ฉันยังจำวันแรกกับละครเวทีได้ดี ฉันเดินเข้าไปในโรงละครของคณะกับเพื่อนด้วยความหวังที่จะได้เห็นความกว้างใหญ่อลังการของโรงละคร ใครๆก็คงพอรู้ว่าละครคณะเราชื่อเสียงโด่งดังขจรไปไกลไม่ใช่เล่น แต่เอาเข้าจริงแล้วโรงละครอักษรศาสตร์ของเรากลับเป็นโรงละครขนาดเล็ก และเช่นเดียวกันกับความเชื่อเมื่อครั้งยังใส่รองเท้าขาวว่า คราใดได้ดูละคร ครานั้นย่อมต้องนำความเพลิดเพลินสนุกสนานมาให้อย่างเต็มที่ ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับครั้งเมื่อคิดถึงขนาดโรงละคร ละครอักษรศาสตร์หาเป็นอย่างนั้นได้ไม่ ฉันนั่งอยู่ในโรงละครด้วยความงงงวยละคนไปพร้อมกับความไม่เข้าใจ ฉากแล้วฉากเล่า เดินออกมาพร้อมกับความเหน็ดเหนื่อยและเงียบงัน ไม่รู้จริงๆว่าจะเขียนคำวิจารณ์ละครเรื่องนั้นอย่างไรดี แม้เสียสตางค์ซื้อบัตรเข้าชมอีกรอบก็เชื่อว่าคงไม่ได้ทำให้ตนเองเข้าใจอะไรได้มากขึ้น
Before Performing
ผ่านความขมอมหวานไปกับวิชาการละครในปีแรกได้ไม่นาน ความงามของละครเวทีก็เด่นชัดเจนขึ้นในใจ เมื่อครั้งตอนที่ได้มีโอกาสเรียนวิชา Acting 1 ของภาควิชาศิลปะการละครเมื่อผ่านพ้นปี 2 มาได้สักระยะ ใครหลายคนอาจมองภาพวิชา Acting เป็นเหมือนวิชาที่เน้นการแสดงออก แน่นอนชื่อของวิชานี้ก็มีความหมายเช่นนั้น แต่สำหรับวิชา Acting 1 ที่ได้ผ่านมาในครั้งนั้น มันเหมือนเป็นการเรียนวิเคราะห์มนุษย์ซึ่งเป็นตัวละครต่างๆในเรื่องที่เราจะแสดง การวิเคราะห์ตัวละครถือเป็นพื้นฐานสำคัญในวิชาการแสดงทั่วๆไป แน่นอนที่สุดหากไม่รู้ว่าตัวละครแต่ละตัวมีลักษณะอย่างไร ผู้แสดงหรือจะทำออกมาได้อย่างสมบทบาท อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ตัวละครในวิชานี้ของฉัน มันเหมือนการนำศาสตร์และความรู้ที่ได้ร่ำเรียนในคณะมากองรวมกันตรงหน้า เลือกหยิบใช้เพื่อวิเคราะห์ตัวละครกันอย่างเต็มที่ แม้จะร่ำเรียนมาจนถึงปี 3 แล้วแต่พวกเราส่วนใหญ่มักจะวิเคราะห์ตัวละครกันได้อย่างไม่ลึกซึ้งนัก องค์ประกอบที่ต้องนำมาตึกตรองและขบคิด มีไปตั้งแต่ท่าทาง การแสดงออก ลักษณะการพูดคุย คำพูดที่เลือกใช้ของตัวละคร คำพูดเพียงไม่กี่คำอาจทำให้เราทราบว่าตัวละครนี้มีปม (Complex) ที่อยู่ภายในใจอย่างไร ปูมหลังครอบครัว หรือการกระทำเพียงอย่างเดียวอาจบอกได้ว่าตัวละครนี้มีความขัดแย้งภายในใจอย่างรุนแรง (Internal conflict) การวิเคราะห์ตัวละครแต่ละตัวจากบทละครนั้นแตกต่างไปจากการวิเคราะห์ตัวละครในหนังสือ หนังสือหนึ่งเล่มอาจมีร้อยกว่าหน้าที่ให้รายละเอียดแก่เราในการศึกษาและรู้จักตัวละครตัวหนึ่ง แต่บทละครอาจมีเพียงไม่กี่แผ่น แต่เพียงไม่กี่แผ่นนั้นเองจะต้องเพียงพอให้กับผู้ชมได้เข้าใจเรื่องราวและสิ่งที่ต้องการจะสื่อ คำพูดทุกๆคำ การแสดงในทุกๆตอนย่อมมีความหมายลึกซึ่งและเปิดช่องว่างที่พอเหมาะให้แก่ผู้ชมในการคิดและติดตาม
หลังจากปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับ Time Machine ส่วนตัวแล้วนั้น ฉันก็พาตัวเองมานั่งอยู่ที่ที่นั่งตัวหนึ่งบนชั้นสองของโรงละครเมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ เพื่อชมละครเวทีเรื่อง “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” หรือ Man of La Mancha บทละครที่แต่งขึ้นโดย เดล วาสเซอร์มัน (Dale Wasserman) ซึ่งนำชีวประวัติของผู้เขียนวรรณกรรมสเปนก้องโลก “Don Quixote” หรือ ดอนกิโฮเต้ มาเป็นพื้นในการเล่าเรื่องราวในวรรณกรรม

Man of La Mancha
Don Quixoteเป็นบทประพันธ์ของ มิเกล เด เซรบันเตส (Miguel De Cervantes Saavedra) ผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงเดียวกันกับเชคสเปียร์ ว่ากันว่านักประพันธ์ผู้มีชื่อทั้งสองเสียชีวิตในวันที่และเดือนเดียวกัน ราวกับว่าเป็นคนคนเดียวกันเลยด้วยซ้ำ เซรบันเตสถูกจับเข้าคุกในข้อหาเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนจักรซึ่งมีอำนาจรุ่งเรืองอยู่ในยุคทอง และที่คุกอันไร้ความหวังนั้นเอง ความฝันและวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าก็ได้ถูกสร้างขึ้น ฉากในคุกเป็นฉากหลักที่ทำให้เราได้รู้จักกับ ความเป็นตัวตนของ เซรบันเตส ในขณะที่เรื่องเล่าต่างๆของเขาคือยาชั้นดีที่ปลุกความฝัน และความหวังของคนที่อยู่ในสถานที่อันแร้นแค้นความสุขที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ส่วนตัวแล้วฉันมีความเชื่อว่าหากไม่ได้รู้จัก หรือหาข้อมูลเกี่ยวกับมาก่อนก็อาจมีความไม่เข้าใจและไม่ซาบซึ้งไปกับละครเวทีเรื่องนี้นัก แม้ Man of La Mancha จะไม่ได้เสพง่ายดูสนุก แต่ก็ประทับใจในแบบฉบับความเป็นละครเวทีอย่างที่สมควรเป็น นำเสนอแง่คิดที่แตกต่างระหว่างความจริงกับความบ้า เราจะจำกัดความสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าอย่างไรได้นั้น มิได้ขึ้นอยู่กับอะไรแต่หากเป็นมุมมองของเราเอง
“…ผมอยู่มาเกือบห้าสิบปี ได้เห็นชีวิตอย่างที่มันเป็น เห็นความเจ็บปวดทุกข์ยาก หิวโหย เป็นความโหดร้ายเกินกว่าจะทำใจให้เชื่อ … ในเมื่อชีวิตนั้นเองคือความบ้า ใครจะบอกได้ว่าความวิกลจริตมันอยู่ตรงไหน บางทีการพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เป็นอยู่นั่นแหละคือความบ้า การยอมล้มเลิกความใฝ่ฝันสิอาจเป็นความบ้า การไขว่คว้าหาดวงแก้วในที่ซึ่งมีแต่สิ่งปฏิกูล การพยายามเหนี่ยวรั้งสติสัมปชัญญะไว้ในโลกของเหตุผลนั่นแหละคือความวิกลจริต และที่สุดของความบ้าทั้งปวง คือการมองชีวิตอย่างที่มันเป็น แทนการมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น”

The Impossible Dream
หากคนอื่นๆพร่ำพูดถึงฉากที่น่าประทับใจพร้อมทั้งเพลง The Impossible Dream ฉันเองคงต้องขอเอ่ยถึงฉากสำคัญฉากสุดท้ายที่ ได้ปรากฏตัว ความยิ่งใหญ่แห่งความฝันแม้มันจะมาจากคำพูดและความเชื่อของคนวิกลจริตแต่มันก็ทำให้ผู้หญิงที่แลกร่างกายกับความอิ่มท้อง หายใจแต่ไร้วิญญาณอย่าง อัลดอนซา (Aldonza)ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หญิงโสเภณี ได้ตายไปพร้อมกับการมองโลกและชีวิตแบบเก่าๆ ในขณะที่ดัลซีเนีย (Dulcinea) กำลังเริ่มต้นชีวิตของเธอพร้อมความฝันอันเต็มเปี่ยม
ก้าวเท้าออกจากโรงละครพร้อมความคิดที่ว่า หากแม้วัฒนธรรมการดูละครเวทีของหลายๆคนจะเริ่มต้นจากการมีโรงละครอันใหญ่โตใน Complex ใจกลางเมือง อาจเริ่มต้นจากเรื่องที่มีตลาดผู้ชมกว้างขวาง ซึ่งแน่นอนอาจจะไม่ใช่เรื่อง Man of La Mancha
แต่หากการดูละครเวทีจะเป็นอีกทางเลือกที่ทำให้เราได้มีโอกาสเสพเพื่อยกระดับจิตใจ มองเห็น สัมผัสและได้คิดต่าง ฉันในฐานะนักเรียนอักษรศาสตร์แม้จะไม่ได้ใช้วิชาการหาเลี้ยงชีพอย่างเต็มที่ก็อดรู้สึกดีใจมิได้ และแม้หากความบันเทิงและตลาดจะยังคงเป็นปัจจัยหลักในการเลือกเพื่อจะผลิตอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง แต่ฉันก็หวังใจว่าเราคงจะมีโอกาสได้เห็น ละครเวที ภาพยนตร์ หรืออะไรก็ตามที่จะออกมาปลุกความคิด สั่นสะเทือนความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติแบบเดิมๆ อย่างน้อยเราแต่ละคนจะได้สามารถมอง “ชีวิตอย่างที่มันเป็น” และ เห็น “ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น” ได้เองโดยไม่ถูกชักจูงอย่างง่ายดายเกินไปนัก

ชอบประโยคนี้
“บางทีการพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เป็นอยู่นั่นแหละคือความบ้า”
และประโยคนี้
“การพยายามเหนี่ยวรั้งสติสัมปชัญญะไว้ในโลกของเหตุผลนั่นแหละคือความวิกลจริต และที่สุดของความบ้าทั้งปวง คือการมองชีวิตอย่างที่มันเป็น แทนการมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น”
มันช่วยกระตุกต่อมใต้สมองให้กว้างขึ้น
และไม่น่าเชื่อว่า ในช่วง climax ของเรื่อง จะมีเสียงกรนดังราวหัวรถจักรไอน้ำ มาจากที่นั่งด้านหลัง แต่นั่นอาจเป็นการแสดงออกถึงการมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็นของคนผู้นั้นก็เป็นได้
By: มนุษย์มนา on มิถุนายน 30, 2008
at 10:34 pm