7 มีนาคม 2551
My Feeling
หลายเดือนที่แล้วฉันได้มีโอกาสเขียนเรื่องราวหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิดของตัวเองเอาไว้ในบ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งแน่นอนที่สุดเมื่อเวลาเลยลับไป บ้านแห่งนั้นก็มีฝุ่นและหยักไย่เกาะติดมากมายจนฉันในฐานะเจ้าของบ้าน ไม่สามารถอดรนทนได้กับความละเลยไม่ใส่ใจของตัวเอง จึงได้สร้างหน้าเล็กๆเอาไว้ใน Blog แห่งนี้และหวังว่าจะเป็นที่รวบรวมเรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้องกับความรู้สึกของตนเอง
ความรู้สึกของฉันที่มีต่อเรื่องราวหลายอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวก็คงจะเป็นเพียงความรู้สึกธรรมดาๆของคนคนหนึ่งที่พึงจะมีต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ดีบ้างร้ายบ้าง สุขและทุกข์ดำเนินคู่กันไป หวังแต่เพียงอย่างเดียวว่า ต่อแต่นี้ฉันจะซื่อสัตย์ต่อตนเองและความรู้สึกของตนเองโดยไม่มีการเสแสร้งใดๆ ซึ่งฉันหวังเหลือเกินว่าการกระทำเช่นนี้จะเป็นทางหนึ่งที่สำคัญที่จะทำให้ตนเองสามารถเรียนรู้และนำประสบการณ์ที่ได้รับมาเป็นเครื่องเตือนใจตนในการดำเนินชีวิต การซื่อสัตย์ต่อตนเองและยอมรับความเป็นจริงย่อมจะเป็นหนทางที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง หากแต่จะนำพาให้คนคนหนึ่งสามารถเข้าใจความเป็นไปของชีวิตตน เลือกทางเดินและก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาสำคัญๆของชีวิตไปได้อย่างดีที่สุด
—————————————————————————————————————————
11 กรกฎาคม 2550
ความสุขที่แท้จริง
เมื่ออาทิตย์ก่อนตัวเองปวดหัวมากกับการที่ต้องมานั่งอธิบายเรื่องราวความคิดของตนเองให้เพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันฟัง เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนที่เราคบมาตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก ใกล้ชิดกันมาเป็นเวลาเกิน 10 ปี มีประสบการณ์หลายๆอย่างร่วมกันมากมาย
ฉันจำได้ดีว่าวันนั้นเราคุยโทรศัพท์กันเป็นปกติ และแล้วคำพูดแบบเดิมๆก็เริ่มขึ้น
“ชั้นว่าแกเปลี่ยนไปมากเลยหว่ะ จากตอนเด็กๆ” ———– เอาละ พูดเหมือนเดิมอีกละ ฉันคิด
และคำพูดลูกสูตรก็ต้องออกมาจากปากตัวเองทุกที ว่า
“ยังไงวะ”
คำตอบเดิมที่เพื่อนคนนี้เคยพูดมาสามสี่ครั้งแล้วก็พรั่งพรูออกมา เอาเข้าจริงฉันยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้นนัก จนกระทั้งได้ยินมันพูดว่า
“ชั้นว่าแกเป็นแบบนี้ แกไม่มีความสุข……………. ไม่รู้สิ ชั้นว่ามันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง”
จากที่คุยแบบนั่งๆนอนๆ สารภาพไว้ตรงนี้เลยละกันว่าตัวเองต้องลุกดึ๋งขึ้นมาอย่างเร็วเพราะรู้ว่าการสนทนาต่อไปนี้คงจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว
“อะไรคือความสุขที่แท้จริงวะ” ฉันถามเพราะรู้ได้โดยทันทีว่าไอ้ความสุขที่เพื่อนว่านั้นมันเป็นอย่างไร
เอาหล่ะที่บอกว่ารู้นั่นก็เป็นเพราะแต่ก่อนตัวเองก็เคยเชื่อในแบบที่เพื่อนเชื่อเหมือนกัน เชื่อว่าหากเรามีความมั่นคงในชีวิต มีเงินทองมากพอ มีคนรักอยู่เคียงข้างแล้ว “เราจะมีความสุข”
หลังมันสาธยายเสร็จ ฉันก็ได้แต่อธิบายและบอกเพื่อนรักคนนี้ไปว่า ความคิดความอ่านและมุมมองในเรื่องชีวิตของฉันมันไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว ฉันรวบรวมความพยายามทั้งหมดลงทุนบอกเล่าเก้าสิบสิ่งที่ฉันเชื่อและคิดไว้ในใจออกมา
และแล้วมันก็บอกฉันว่า
“ชั้นก็ว่ามันก็ดีอ่ะนะ ไอ้ที่แกคิดเนี่ยแต่มันถึงเวลาแล้วหรือยังวะที่แกจะเชื่ออะไรแบบนั้น ชั้นว่ายังไงมันก็ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงอยู่ดี”
ประโยคสุดท้ายที่ฉันตั้งใจพูดกับมันจริงๆทั้งที่ก็เสียวสันหลังวาบกลัวมันจะหาว่าบ้าก็คือ
“ไอ้ความสุขที่แท้จริงอ่ะ เอาเข้าจริงมันอาจจะไม่มีก็ได้”
ฉันรู้ว่าเพื่อนคนนี้ฉลาดพอที่จะเข้าใจความหมายและสิ่งที่ฉันพูด แต่ฉันเองก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่ามันก็จะยังคงเชื่อในแบบเดิมที่มันเชื่ออยู่ และก็คงจะยังมีคำถามว่า แล้ว “ไอ้ความสุขที่แท้จริงมันจะไม่มีได้ไงวะ”
โถ เพื่อนรัก หากคำว่า ความสุขที่แท้จริงเท่ากับการทำอย่างไรก็ไม่ทุกข์
แกจะยังให้ฉันคิดว่าไอ้สิ่งที่แกเรียกนั้นมันเป็นความสุขที่แท้จริงได้หรอกหรือ มันจะจีรังและเรียกว่าอย่างนั้นได้อย่างไรเล่า ในเมื่อแกเองยังคิดเลยว่าฉันเปลี่ยน ไอ้ความสุขที่แกว่ามันจะไม่มีอะไรเลยใช่ไหมที่จะไม่เปลี่ยนไป และนั่นก็เป็นเหตุว่าทำไมประโยคสุดท้ายที่ฉันพูดกับแกไปมันจึงเป็น
“ความสุขที่แท้จริงนั้น………………… ฉันว่ามันคงไม่มี”
“บางครั้งความสุข…ก็คือการหลอกตัวเองสำเร็จ”
By: ปูเป้ on ธันวาคม 12, 2008
at 5:38 pm
“และ….การหลอกตัวเอง…ก็ทำให้เรามีความสุขมากกว่าความจริงนะ”
By: ปูเป้ on ธันวาคม 12, 2008
at 5:40 pm